วันพุธที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2558

Week 4 โปรแกรมภาษาคอมพิวเตอร์ ( C/C++/C#/JAVA )

ภาษาคอมพิวเตอร์ 
(รูปภาพจากhttp://www4.csc.ku.ac.th/ )
ภาษาคอมพิวเตอร์ หมายถึง ภาษาใดๆ ที่ผู้ใช้งานใช้สื่อสารกับคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์ด้วยกัน แล้วคอมพิวเตอร์สามารถทำงานตามคำสั่งนั้นได้ คำนี้มักใช้เรียกแทนภาษาโปรแกรม แต่ความเป็นจริงภาษาโปรแกรมคือส่วนหนึ่งของภาษาคอมพิวเตอร์เท่านั้น และมีภาษาอื่นๆ ที่เป็นภาษาคอมพิวเตอร์เช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น HTML เป็นทั้งภาษามาร์กอัปและภาษาคอมพิวเตอร์ด้วย แม้ว่ามันจะไม่ใช่ภาษาโปรแกรม หรือภาษาเครื่องนั้นก็นับเป็นภาษาคอมพิวเตอร์ ซึ่งโดยทางเทคนิคสามารถใช้ในการเขียนโปรแกรมได้ แต่ก็ไม่จัดว่าเป็นภาษาโปรแกรม
ภาษาคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกเป็นสองกลุ่มคือ ภาษาระดับสูง (High level) และภาษาระดับต่ำ (low level) ภาษาระดับสูงถูกออกแบบมาเพื่อให้ใช้งานง่ายและสะดวกสบายมากกว่าภาษาระดับต่ำ โปรแกรมที่เขียนถูกต้องตามกฎเกณฑ์และไวยากรณ์ของภาษาจะถูกแปล (compile) ไปเป็นภาษาระดับต่ำเพื่อให้คอมพิวเตอร์สามารถนำไปใช้งานหรือปฏิบัติตามคำสั่งได้ต่อไป ซอฟต์แวร์สมัยใหม่ส่วนมากเขียนด้วยภาษาระดับสูง แปลไปเป็นออบเจกต์โค้ด (object code) แล้วเปลี่ยนให้เป็นชุดคำสั่งในภาษาเครื่อง
ภาษาคอมพิวเตอร์อาจแบ่งกลุ่มได้เป็นอีกสองประเภทคือ ภาษาที่มนุษย์อ่านออก (human-readable) และภาษาที่มนุษย์อ่านไม่ออก (non human-readable) ภาษาที่มนุษย์อ่านออกถูกออกแบบมาเพื่อให้มนุษย์สามารถเข้าใจและสื่อสารได้โดยตรงกับคอมพิวเตอร์ ส่วนใหญ่เป็นภาษาอังกฤษ) ส่วนภาษาที่มนุษย์อ่านไม่ออกจะมีโค้ดบางส่วนที่ไม่อาจอ่านเข้าใจได้ โดยภาษาที่มนุษย์ใช้กันแพร่หลายทั่วโลกก็มีหลายภาษา ตัวอย่างเช่น

ภาษา C
(รูปภาพจาก www.training.ami-solution.com )
ภาษาซี (C) เป็นภาษาโปรแกรมสำหรับวัตถุประสงค์ทั่วไป เริ่มพัฒนาขึ้นระหว่าง พ.ศ. 2512-2516 โดยเดนนิส ริชชี่ (Denis Retchie) ภาษาซีมีเครื่องมืออำนวยความสะดวกสำหรับการเขียนโปรแกรมเชิงโครงสร้างและอนุญาตให้มีขอบข่ายตัวแปร (scope) และการเรียกซ้ำ (recursion) ในขณะที่ระบบชนิดตัวแปรอพลวัตก็ช่วยป้องกันการดำเนินการที่ไม่ตั้งใจหลายอย่าง เหมือนกับภาษาโปรแกรมเชิงคำสั่งส่วนใหญ่ในแบบแผนของภาษาอัลกอล การออกแบบของภาษาซีมีคอนสตรักต์ (construct) ที่โยงกับชุดคำสั่งเครื่องทั่วไปได้อย่างพอเพียง จึงทำให้ยังมีการใช้ในโปรแกรมประยุกต์ซึ่งแต่ก่อนลงรหัสเป็นภาษาแอสเซมบลี คือซอฟต์แวร์ระบบอันโดดเด่นอย่างระบบปฏิบัติการคอมพิวเตอร์ ยูนิกซ์
ภาษาซีเป็นภาษาโปรแกรมหนึ่งที่ใช้กันอย่างแพร่หลายมากที่สุดตลอดกาล และตัวแปลโปรแกรมของภาษาซีมีให้ใช้งานได้สำหรับสถาปัตยกรรมคอมพิวเตอร์และระบบปฏิบัติการต่าง ๆ เป็นส่วนมาก

ภาษา C++
(รูปภาพจาก http://www.lunnla.com )
ภาษาซีพลัสพลัส (อังกฤษC++) เป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์อเนกประสงค์ มีโครงสร้างภาษาที่มีการจัดชนิดข้อมูลแบบสแตติก (statically typed) และสนับสนุนรูปแบบการเขียนโปรแกรมที่หลากหลาย (multi-paradigm language) ได้แก่ การโปรแกรมเชิงกระบวนคำสั่งการนิยามข้อมูลการโปรแกรมเชิงวัตถุ, และการโปรแกรมแบบเจเนริก
ภาษาซีพลัสพลัสได้ถูกออกแบบมาเพื่อเป็นภาษาสำหรับการเขียนโปรแกรมทั่วไป สามารถรองรับการเขียนโปรแกรมในระดับภาษาเครื่องได้ เช่นเดียวกับภาษาซี ในทางทฤษฎี ภาษาซีพลัสพลัสควรจะมีความเร็วเทียบเท่าภาษาซี แต่ในการเขียนโปรแกรมจริงนั้น ภาษาซีพลัสพลัสเป็นภาษาที่มีการเปิดกว้างให้โปรแกรมเมอร์เลือกรูปแบบการเขียนโปรแกรม ซึ่งทำให้มีแนวโน้มที่โปรแกรมเมอร์อาจใช้รูปแบบที่ไม่เหมาะสม ทำให้โปรแกรมที่เขียนมีประสิทธิภาพต่ำกว่าที่ควรจะเป็น และภาษาซีพลัสพลัสนั้นเป็นภาษาที่มีความซับซ้อนมากกว่าภาษาซี จึงทำให้มีโอกาสเกิดบั๊กขณะคอมไพล์มากกว่า

ภาษา C#
(รูปภาพจาก https://thaioop.wordpress.com/  )
ภาษา C# (ซี-ชาร์ป) เป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ระดับสูงที่ใช้สาหรับเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์1 ที่ได้รับความนิยมเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ในปัจจุบัน และเป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เหมาะสาหรับผู้ที่เริ่มต้นสนใจที่จะเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์เป็นอย่างยิ่ง ซึ่งภาษา C# ถูกพัฒนามาจากภาษา C++ (ซี-พลัสพลัส) และมีโครงสร้างแบบเชิงวัตถุ (object-oriented programming) โดยใช้ Visual Studio (วิชวล-สตูดิโอ) เป็นเครื่องมือสาหรับพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ซึ่ง Visual Studio เป็นเครื่องมือที่คอยอานวยความสะดวกในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ทาให้ผู้เขียนโปรแกรมสามารถพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ได้ไม่ยากนัก
ภาษา C# ได้รวบรวมข้อดีของภาษาต่างๆ เข้าไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นภาษา Java ภาษา C และ ภาษา C++ โดยมีข้อดีดังนี้
            1. เป็นภาษาที่เขียนง่าย ไม่ซับซ้อนและเรียบง่าย เพราะคล้ายภาษา Java ภาษา C และ ภาษา C++ ทาให้หลายคนเข้าใจได้ไม่ยาก
            2. เป็นภาษาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ยุคใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาสาหรับการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ภายใต้แนวคิด .NET Framework ซึ่งเป็นแนวคิดที่ได้รับความนิยมสูงที่สุดในปัจจุบัน
            3. เป็นภาษาที่ถูกออกแบบมาให้ทางานบน .NET Framework (ดอตเน็ต-เฟรมเวิร์ก) โดย .NET Framework เป็นรูปแบบในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ ซึ่งบริษัทไมโครซอพท์เป็นผู้พัฒนา ซึ่งคุณสมบัติที่สาคัญของ .NET Framework ก็คือ ผู้ใช้งานสามารถใช้งานบนระบบฮาร์ดแวร์ (Hardware) หรือ ระบบปฏิบัติการ (Operating System) ที่แตกต่างกันได้อย่างไม่มีปัญหา เช่น เครื่องพีซีกับเครื่องแมคหรือ ระบบปฏิบัติการวินโดว์กับระบบปฏิบัติการแมคอินทอช เป็นต้น ดังนั้น ผู้เขียนโปรแกรมจึงสามารถเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ใหม่ๆ ได้โดยง่าย รวดเร็ว และไม่ต้องติดข้อจากัดต่างๆ อย่างเช่นการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ในสมัยก่อนอีกต่อไป
          

 4. เป็นภาษาที่แข็งแกร่ง เพราะเป็นภาษาที่ได้มีการแก้ไขข้อบกพร่องบางอย่างของภาษา Java ภาษา C และ ภาษา C++ เหล่านั้น ทาให้ ภาษา C# เป็นภาษาที่มีความสมบูรณ์ตามแบบฉบับของโครงสร้างแบบเชิงวัตถุ(object-oriented programming)


ภาษา Java
(รูปภาพจาก hhttp://www.itgenius.co.th  )
Java เป็นภาษาโปรแกรมที่ใช้ในการเขียนคำสั่งสั่งงานคอมพิวเตอร์ ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยบริษัท ซันไมโครซิสเต็มส์ จำกัด (Sun Microsystems Inc.) ในปี ค.ศ. 1991 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการวิจัยเพื่อพัฒนาซอฟต์แวร์ สำหรับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิคส์ต่างๆ เช่น โทรทัศน์ โทรศัพท์มือถือ โดยมีเป้าหมายการทำงานเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆได้อย่างกว้างขวาง และมีประสิทธิภาพ ใช้เวลาน้อย รวดเร็วในการพัฒนาโปรแกรม และสามารถเชื่อมต่อไปยังแพล็ตฟอร์ม (Platform) อื่นๆได้ง่าย  Java เป็นภาษาสำหรับเขียนโปรแกรมภาษาหนึ่งที่มีลักษณะสนับสนุนการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ (OOP : Object-Oriented Programming) ที่ชัดเจน โปรแกรมต่าง ๆ ถูกสร้างภายในคลาส (Class) โปรแกรมเหล่านั้นเรียกว่า Method หรือ Behavior โดยปกติจะเรียกแต่ละ Class ว่า Object โดยแต่ละ Object มีพฤติกรรมมากมาย โปรแกรมที่สมบูรณ์จะเกิดจากหลาย object หรือหลาย Class มารวมกัน โดยแต่ละ Class จะมี Method หรือ Behavior แตกต่างกันไป


ตัวอย่างการเขียนภาษา Java
การเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Java ประกอบด้วยขั้นตอนการทำงานทั้งหมด 3 ขั้นตอน ดังนี้



          ขั้นตอนที่ 1 สร้างโปรแกรมซอร์สโค้ด โดยการพิมพ์คำสั่งต่างๆ ตามหลักการเขียนโปรแกรมด้วยภาษา Java โดยใช้เอดิเตอร์ (Editor) หรือโปรแกรมที่สามารถพิมพ์ข้อความ (Text Editor) และสามารถบันทึกไฟล์เป็นรหัสแอสกี (ASCII) ได้ เช่น โปรแกรม Notepad หรือ โปรแกรม Editplus เป็นต้น หลังจากเขียนโปรแกรมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ต้องทำการบันทึกข้อมูลเป็นไฟล์ที่มีชื่อเดียวกันกับชื่อคลาสของ Java และใช้นามสกุลไฟล์เป็น java ตัวอย่างเช่น TestJava.java

        ขั้นตอนที่ 2 คอมไพล์โปรแกรมซอร์สโค้ด โดยการใช้คำสั่ง javac.exe ที่มากับการติดตั้ง JDK แล้ว มีรูปแบบคำสั่ง คือ javac  FileName.java เมื่อ FileName.java คือ ชื่อไฟล์ใดๆ ที่มีนามสกุล java  ถ้าไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ ผลลัพธ์ที่ได้จากการคอมไพล์ จะได้ไฟล์ไบต์โค้ดที่ชื่อเดียวกับชื่อคลาส ตัวอย่างเช่น  javac  TestJava.java หลังจากการคอมไพล์จะได้ไฟล์ TestJava.class ข้อสำคัญในการคอมไพล์ไฟล์ซอร์สโค้ด คือต้องพิมพ์ชื่อไฟล์พร้อมนามสกุลเป็น java เสมอ และต้องพิมพ์ชื่อไฟล์ด้วยตัวอักษรตัวใหญ่หรืตัวเล็กให้ถูกต้องตามการตั้งชื่อคลาส 



          ขั้นตอนที่ 3 ทำการรันโปรแกรม เพื่อดูผลลัพธ์ทางจอภาพโดยการรันไฟล์ไบต์โค้ด โดยการใช้คำสั่ง javac.exe ที่มากับการติดตั้ง JDK แล้วซึ่งมีรูปแบบคำสั่งคือ java  FileName เมื่อ FileName คือ ชื่อไฟล์ใดๆ ไม่ต้องมีนามสกุล

          ดังนั้นการรันโปรแกรมเพียงแค่พิมพ์ชื่อไฟล์ไม่ต้องพิมพ์นามสกุลของไฟล์ และต้องพิมพ์ชื่อไฟล์ด้วยตัวอักษรตัวใหญ่หรืตัวเล็กให้ถูกต้องตามชื่อคลาส  ตัวอย่างเช่น  java  TestJava  เมื่อ TestJava  คือชื่อไฟล์ TeatJava.class







วันอังคารที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2558

[week 3] Social Network กับนักเรียนและสังคมไทย

Social Network กับนักเรียนและสังคมไทย
ในยุคที่การสื่อสารและข้อมูลนั้นส่งต่อกันรวดเร็ว และ Social Network เข้ามามีบทบาทและอยู่ในชีวิตประจำวันของทุกคนสังคมปัจจุบันเป็นอย่างมาก ในวันนี้ เรามาทำความรู้จัก Social Network เพื่อทราบถึงข้อดีข้อเสีย ประโยชน์และโทษของ Social Network กันดีกว่าค่ะ
Social Network คืออะไร ?
Social Network คือการที่ผู้คนสามารถทำความรู้จัก และเชื่อมโยงกันในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง หากเป็นเว็บไซต์ที่เรียกว่าเป็น เว็บ Social Network ก็คือเว็บไซต์ที่เชื่อมโยงผู้คนไว้ด้วยกันนั่นเอง ตัวอย่างของเว็บประเภทที่เป็น Social Network เช่น Facebook.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เรียกได้ว่าเป็น Social Bookmark ที่ได้รับความนิยมอีกแห่งหนึ่ง และเหมาะมาก ที่จะนำมาเป็นตัวอย่าง เพื่อให้เข้าใจได้ง่ายขึ้น โดยในเว็บไซต์ Facebook นี้ ผู้คนจะมีโปรไฟล์ หรือ Account เป็นของตัวเอง และมีการแชร์ข้อมูลข่าวสาร และระบบกลุ่มหรือสังคมเฉพาะของแต่ละกลุ่มซึ่งมีข้อมูล ที่น่าสนใจเข้ามาในเว็บ ซึ่งถ้าข้อมูลข่าวสารบทความหรือรูปภาพนั้นๆ มีประโยชน์และผู้อ่านชื่นชอบก็จะมีระบบ Like หรือ Share เพื่อส่งต่อบทความ หรือข่าวนั้น ๆ เป็นต้น

Social Network ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน
ในหัวข้อนี้จะยกตัวอย่าง Social media ซึ่งเป็นตัวกลางให้เราได้ใช้ Social network ได้อย่างสะดวก ซึ่งแต่ละ Social media ก็มีการใช้งานและประโยชน์ต่างกันไป ตัวอย่างเช่น

Facebook
Facebook เป็น Social network ครบวงจร มีทั้งช่องทางการแลกข้อมูลข่าวสาร ทำความรู้จักเพื่อนใหม่ๆ จาก Account ของแต่ละคนและการ online chat แบบ real time

Twitter 

เป็น Social network ที่โดดเด่นด้าน การแลกเปลี่ยนข่าวสาร และ แลกเปลี่ยนทัศนคติผ่านทางเว็บไซต์ซึ่งมีทั้งรูปภาพและตัวอักษร

Line

Line เป็น Social network ที่เน้นไปทางด้านการ Chat และ Call กับกลุ่มเพื่อนหรือบุคคล เพื่อสื่อสารกันจากทั่วทั้งมุมโลก 

Youtube

Youtube เป็น Social network ที่มีการ share คลิปต่างๆ เช่น เพลง ตัวอย่างภาพยนตร์ หรือคลิปวิดีโอสนุกๆต่างๆ

ข้อดีข้อเสียของ Social Network
ข้อดีของ Social Network

1.      สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลความรู้ในสิ่งที่สนใจร่วมกันได้
2.     เป็นคลังข้อมูลความรู้ขนาดย่อมเพราะเราสามารถเสนอและแสดงความคิดเห็น แลกเปลี่ยนความรู้ หรือตั้งคำถามในเรื่องต่างๆ เพื่อให้บุคคลอื่นที่สนใจหรือมีคำตอบได้ช่วยกันตอบ
3.     ประหยัดค่าใช้จ่ายในการติดต่อสื่อสารกับคนอื่น สะดวกและรวดเร็ว
4.     เป็นสื่อในการนำเสนอผลงานของตัวเอง เช่น งานเขียน รูปภาพ วีดิโอต่างๆ เพื่อให้ผู้อื่นได้เข้ามารับชมและแสดงความคิดเห็น
5.     คลายเครียดได้สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการหาเพื่อนคุยเล่นสนุกๆ
6.     สร้างความสัมพันธ์ที่ดีจากเพื่อนสู่เพื่อนได้
         

ข้อเสียของ Social Network

1.      เว็บไซต์ให้บริการบางแห่งอาจจะเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวมากเกินไป หากผู้ใช้บริการไม่ระมัดระวังในการกรอกข้อมูล อาจถูกผู้ไม่หวังดีนำมาใช้ในทางเสียหาย หรือละเมิดสิทธิส่วนบุคคลได้
2.     Social Network เป็นสังคมออนไลน์ที่กว้าง หากผู้ใช้รู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือขาดวิจารณญาณ อาจโดนหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ต หรือการนัดเจอกันเพื่อจุดประสงค์ร้าย ตามที่เป็นข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์
3.     เป็นช่องทางในการถูกละเมิดลิขสิทธิ์ ขโมยผลงาน หรือถูกแอบอ้าง เพราะ Social Network Service เป็นสื่อในการเผยแพร่ผลงาน รูปภาพต่างๆ ของเราให้บุคคลอื่นได้ดูและแสดงความคิดเห็น
4.     ผู้ใช้ที่เล่น social  network และอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานอาจสายตาเสียได้
5.     จะทำให้เสียเวลาถ้าผู้ใช้ใช้อย่างไร้ประโยชน์

เครดิต www.thaigoodview.com






วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2558

[week 2 ] เรื่องราวที่นักเรียนสนใจ(1)

เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา


(เครดิต www.dek-d.com/board )

ผู้แต่ง กัลฐิดา  จัดพิมพ์และจำหน่ายในเครือสำนักพิมพ์สถาพรบุ๊คส์
เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา เป็นนวนิยายแฟนตาซีในหมวดวรรณกรรมเยาวชน ที่ได้รับการการันตีผลงานจากการเป็น 1 ใน 101 เล่มวรรณกามในดวงใจนักอ่านและนักเขียน จากการสำรวจของสมาคมนักเขียนแห่งประเทศไทย ปี 2553
เซวีน่า มหานครแห่งมนตราเป็นเรื่องราวของด็กสาวผู้หนึ่งที่ชะตาเล่นตลกกับเธอ จากมิติเซเวน สู่โลกคู่ขนานอย่างเซวีน่า ต้องเข้าเรียนในโรงเรียนสอนเวทมนต์และการใช้พลัง ได้พบเจอทั้งเพื่อนและคู่แข่งคนสำคัญ      ต้องฝึกฝนและพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ พบเจอเรื่องราวของสิ่งที่เรียกว่า วลีแห่งอัญมณีศักดิ์สิทธิ์ ต้องฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ เพื่อที่จะทำหน้าที่ของ บุคคลแห่งโชคชะตา คนที่จะทำให้โลกเซวีน่าก้าวสู่ยุคแห่งความสุขโดยแท้จริง เธอต้องแลกมาด้วยอะไรหลายๆอย่าง ครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่คนรัก ท้ายที่สุดเรื่องราวก็ผ่านพ้บไปได้ด้วยดี เซวีน่ามียุคใหม่ที่มีความเจริญพร้อมในทุกๆด้าน แต่แล้ววันหนึ่งกลับมีบุคคลลึกลับโผล่เข้ามาในโลกเซวีน่า เธอจะต้องออกมารับมือและปกป้องไม่ให้คนเหล่านั้นเข้ามาวุ่นวาย ดังคำที่ว่า “เรื่องราวในเซวีน่า หากคนเซวีน่าไม่อยากให้ ค่อให้ใช้พลังทั้งหมดของเซกัน ก็ไม่อาจเข้าถึงได้” บทสรุปสุดท้ายจะเป็นอย่างไร ร่วมเดินทางไปกับเราได้ใน เซวีน่า มหานครแห่งมนตรา เซวีน่า มีทั้งหมด 5 เล่ม คือ


เล่มที่ 1 ภาค การกลับมาของบุคคลแห่งชะตากรรม



เล่มที่ 2 ภาค บทพิสูจน์ความสามารถ


เล่มที่ 3 ภาค นคราเซวีน่าคือหนึ่งเดียว


เล่มที่ 4 ภาค พันธสัญญาแห่งอาณาจักร


เล่มที่ 5 ภาค ปริศนาทรายสีดำ
เครดิต  savena-satapornbooks

วันพุธที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2558

1st Week,การใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน

เทคโนโลยีในชีวิตประจำวันของนักเรียน



ในยุคนี้คงจะไม่สามารถที่จะปฏิเสธได้เลยว่าเทคโนโลยีไม่มีความจำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตของมนุษย์ เพราะทุกคนล้วนใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในชีวิตในทุก ๆ ด้าน ตั้งแต่การตื่นนอนจนถึงการเข้านอน ดังนั้นเทคโนโลยีจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่ชีวิตประจำวันมีแต่ความเร่งรีบต้องแข่งขันกับเวลา การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยจึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่นอกจากจะช่วยอำนวยความสะดวกในการทำงานแล้วยังช่วยย่นระยะเวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ ให้สั้นลง ซึ่งเทคโนโลยีที่พวกเราใช้กันทุกวันนั่นมีอยู่มากมาย ตัวอย่างเช่น

โทรศัพท์มือถือ

( รูปภาพจาก www.appdisqus.com )

คอมพิวเตอร์หรือโน้ตบุ๊ค



( รูปภาพจาก www.apple.com )

แท็บเล็ต


( รูปภาพจาก www.appleinsider.com )


โลกเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วในปัจจุบัน เทคโนโลยีสารสนเทศ(Information Technology)หรือที่เรียกว่าITได้ เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นการสื่อสารข้อมูลเป็นไปด้วย ความรวดเร็วและเชื่อมโยงกันอย่างทั่วถึงและกว้างขวาง(Globalization) เทคโนโลยีทางด้านการสื่อสาร(Communication)และคอมพิวเตอร์(Computer) ได้ถูกนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อแลกเปลี่ยนสารสนเทศ (Information) ที่มีประสิทธิภาพทำให้เกิดเครือข่ายข้อมูลครอบคลุมทั่วโลกหรือWWW(Worldwide Web)ที่เราเห็นได้จากการใช้งานในระบบอินเตอร์เน็ต(Internet)ซึ่งได้กลายมาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิต ประจำวันไปแล้วและกำลังขยายปริมาณจำนวนผู้ใช้มากขึ้นๆ แต่ถึงแม้ว่าจะอำนวยความสะดวกมากเพียงใดแต่เทคโนโลยีที่ก้าวล้ำในยุคสมัยใหม่
แต่ก็ยังเป็นดาบสองคมที่สามารถทำร้ายผู้คนที่รู้เท่าไม่ถึงการ เพราะช่องทางการเข้าถึงของการโจรกรรมนั้นมากขึ้น

ข้อดีและข้อเสียของการใช้เทคโนโลยีในชีวิตประจำวัน

ข้อดี

1.ช่วยให้ช่องทางการสื่อสารในชีวิตประจำวันสะดวกขึ้น เช่น การส่ง E-MAIL ทำธุรกรรมการเงิน
2.อำนวยความสะดวกในการศึกษา
3.เข้าถึงข่าวสารเหตุการณ์ในบ้านเมืองได้รวดเร็วมากขึ้น
4.ซื้อขายสิ่งของ หรือ สิ่งอำนวยความสะดวกผ่าน INTERNET

ข้อเสีย

1.ก่อให้เกิดปัญหา อาชญากรรม เพราะ การโจรกรรมเข้าถึงได้ง่าย
2.ถ้าไม่มีการแบ่งเวลาที่ดี อาจทำให้มีเพราะกระทบด้านอื่นๆได้ เช่น การเรียน การทำงาน สุขภาพ
3.การแพร่ภาพอนาจารบนเครือข่าย การล่อลวง เกมส์ออนไลน์ เป็นต้น